เปิดตารางราคาบอลครั้งแรกแล้วเจอตัวเลขเต็มจอ ทั้งเส้นต่อรอง เส้นสูงต่ำ และช่องที่เขียนว่า 1 X 2 หลายคนงงว่าควรมองตรงไหนก่อน ความจริงแล้ว ประเภทการเดิมพันหลัก ๆ มีไม่เกินหกเจ็ดแบบ และทุกแบบมีหลักคิดเดียวกันคือ "ทายเหตุการณ์หนึ่ง แล้วรับอัตราจ่ายตามที่ตั้งไว้" บทความนี้จะไล่ทีละแบบ พร้อมจุดที่คนมือใหม่มักพลาด
เว็บนี้เป็นคู่มืออิสระ ไม่รับแทงและไม่ใช่เว็บพนัน เนื้อหามีไว้เพื่อความรู้ ผู้อ่านต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป และการพนันออนไลน์อาจผิดกฎหมายในพื้นที่ของคุณ
แบบแรก: แทงเดี่ยว (Single)
แทงเดี่ยวคือเลือกหนึ่งคู่ หนึ่งตลาด หนึ่งบิล ชนะก็ได้เงินตามค่าน้ำ แพ้ก็เสียเงินที่วาง เป็นรูปแบบพื้นฐานที่สุดและเข้าใจง่ายที่สุด
จุดเด่นของแบบนี้คือผลลัพธ์ไม่ผูกกับคู่อื่น ถ้าวันเดียวแทงสามคู่แยกกันสามบิล การแพ้หนึ่งบิลไม่ลากบิลอื่นให้พังไปด้วย เมื่อเทียบกับสเต็ป ความเสี่ยงต่อบิลต่ำกว่าอย่างชัดเจน แต่อย่าเข้าใจผิดว่าแทงเดี่ยวคือแบบที่ปลอดภัย เพราะค่าน้ำที่ฝ่ายรับแทงเก็บไว้ยังอยู่ครบทุกบิล และการแทงถี่ ๆ ก็ทำให้ยอดเสียสะสมได้เร็ว
แบบที่สอง: แฮนดิแคป หรือ ราคาต่อรอง
นี่คือรูปแบบที่คนไทยนึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อพูดว่า "แทงบอล" ฝ่ายรับแทงจะกำหนดว่าทีมใดเป็นทีมต่อ และทีมต่อต้อง "ให้ลูก" กี่ประตู เพื่อให้เกมที่ทีมหนึ่งเก่งกว่าอีกทีมมากมาทายผลได้ใกล้เคียงกึ่งต่อกึ่งรองมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น ทีม A ต่อทีม B ครึ่งลูก ถ้าแทงทีม A แล้วทีม A ชนะอย่างน้อยหนึ่งประตู คุณชนะ ถ้าเสมอหรือแพ้ คุณแพ้ ส่วนถ้าแทงทีม B ซึ่งได้ครึ่งลูก แค่เสมอหรือชนะก็ถือว่าชนะ รายละเอียดการอ่านเส้นต่อรอง ตั้งแต่ครึ่งลูกไปจนถึงเส้นแบบ "ควบ" ที่ทำให้ได้ครึ่งหรือเสียครึ่ง อยู่ในบทความ วิธีอ่านราคาต่อรอง
ข้อควรระวังคือ แฮนดิแคปไม่ได้ถามว่า "ทีมไหนเก่งกว่า" แต่ถามว่า "ทีมไหนทำผลงานดีกว่าเส้นที่ตั้งไว้" ทีมที่คุณเชียร์อาจชนะจริงแต่ชนะไม่ถึงเส้นที่ต้องให้ แล้วคุณก็ยังแพ้ได้
แบบที่สาม: สูงต่ำ (Over/Under)
แบบนี้ไม่สนว่าใครชนะ สนแค่จำนวนประตูรวมของทั้งสองทีม ฝ่ายรับแทงตั้งเส้นไว้ เช่น 2.5 ลูก คุณเลือกว่าจะ "สูง" (ประตูรวมมากกว่าเส้น) หรือ "ต่ำ" (น้อยกว่า)
- เส้น 2.5 หมายถึง ถ้าจบเกมมี 3 ประตูขึ้นไปฝั่งสูงชนะ ถ้า 2 ประตูลงมาฝั่งต่ำชนะ ไม่มีกรณีเสมอเพราะเส้นมีครึ่ง
- เส้น 2 ลูกเต็ม ถ้าจบ 2 ประตูพอดี ปกติจะถือว่าเสมอและคืนเงิน
- เส้นแบบ 2/2.5 (เท่ากับ 2.25) ใช้หลักแบ่งเงินสองส่วนเหมือนต่อรองแบบควบ
ประเด็นที่มือใหม่ชอบมองข้ามคือ ช่วงเวลาที่นับ ส่วนใหญ่นับเฉพาะ 90 นาทีรวมทดเวลาบาดเจ็บ ไม่นับต่อเวลาพิเศษหรือการดวลจุดโทษ แต่ผู้ให้บริการแต่ละแห่งอาจเขียนต่างกัน ต้องอ่านกติกาของตลาดนั้นก่อนเสมอ อ่านเพิ่มที่ แทงบอลสูงต่ำคืออะไร
แบบที่สี่: 1X2 หรือ ผลสามทาง
1 คือเจ้าบ้านชนะ X คือเสมอ 2 คือทีมเยือนชนะ ทายผลสุดท้ายของ 90 นาทีตรง ๆ ไม่มีแต้มต่อ อัตราจ่ายจึงอยู่ในรูปตัวเลขทศนิยม เช่น 2.10 / 3.30 / 3.40 ซึ่งหมายถึงถ้าแทง 100 แล้วถูก จะได้เงินคืนรวม 210, 330 หรือ 340 ตามลำดับ (กำไร 110, 230, 240)
แบบนี้ดูง่ายแต่มีข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ คือถ้าเอาอัตราจ่ายสามช่องมาแปลงเป็นความน่าจะเป็น (1 หารด้วยอัตราจ่าย) แล้วบวกกัน ผลรวมจะเกิน 100% เสมอ ส่วนที่เกินนั้นคือกำไรโดยนัยของผู้ให้บริการ เช่น ตัวอย่างข้างต้น 0.476 + 0.303 + 0.294 = 1.073 หรือประมาณ 107.3% แปลว่ามีส่วนต่างราว 7% ที่คุณต้องชนะให้ได้ก่อนจะเสมอตัว
แบบที่ห้า: คู่คี่ (Odd/Even)
ทายว่าประตูรวมของเกมจะเป็นเลขคู่หรือเลขคี่ (0 นับเป็นเลขคู่) เป็นตลาดที่แทบไม่ต้องวิเคราะห์อะไร จึงใกล้เคียงการเสี่ยงโชคมากกว่าการประเมินทีม และเหมาะกับการเตือนใจว่า ไม่ใช่ทุกตลาดที่ความรู้ฟุตบอลช่วยได้
แบบที่หก: สเต็ป (Parlay / Mix)
สเต็ปคือการรวมหลายคู่เป็นบิลเดียว ทุกคู่ต้องถูกจึงจะได้เงิน เพราะอัตราจ่ายของแต่ละคู่ถูก "คูณกัน" จึงสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดึงดูดใจว่าลงน้อยได้มาก แต่ความน่าจะเป็นที่ทุกคู่จะถูกก็ลดลงเร็วพอ ๆ กัน เราแยกเรื่องนี้เป็นสองบทความ ได้แก่ สเต็ปคิดเงินอย่างไร และ ความเสี่ยงของสเต็ป
แบบที่เจ็ด: แทงบอลสด (Live / In-play)
ราคาและเส้นต่อรองเปลี่ยนตลอดการแข่งขัน ตามสกอร์ ใบแดง การเปลี่ยนตัว และจังหวะเกม ผู้เล่นสามารถวางเดิมพันระหว่างเกมได้ ข้อควรระวังมีหลายข้อ
- ตัดสินใจภายในไม่กี่วินาที เสี่ยงใช้อารมณ์
- ภาพถ่ายทอดสดกับระบบรับแทงอาจมีความหน่วงต่างกัน
- บิลที่ยืนยันแล้ว บางระบบมีขั้นตอนรอตรวจสอบก่อนรับ ทำให้ราคาที่เห็นกับราคาที่ได้อาจไม่เท่ากัน
- แทงต่อเนื่องหลายบิลในเกมเดียว ยอดสะสมสูงเร็วกว่าที่รู้สึก
ตลาดเสริมอื่น ๆ ที่อาจเจอ
นอกจากหกแบบหลัก บางระบบมีตลาดเฉพาะ เช่น ทายผลครึ่งแรก ทายผู้ทำประตูคนแรก ทายจำนวนมุม หรือใบเหลือง ตลาดเหล่านี้กติกาแตกต่างกันมาก และมักมีส่วนต่างราคาสูงกว่าตลาดหลัก ถ้าไม่แน่ใจกติกาก็ไม่ควรเข้าไปยุ่ง
ควรเลือกแบบไหนถ้าจะศึกษาต่อ
ในเชิงความเข้าใจ ลำดับที่แนะนำคือ ศึกษา 1X2 ก่อนเพราะตรงที่สุด แล้วค่อยเรียนแฮนดิแคปและสูงต่ำที่ต้องอ่านเส้น ส่วนสเต็ปและตลาดแปลก ๆ ควรศึกษาตอนท้ายสุด เพราะความซับซ้อนและความเสี่ยงสูงกว่า แต่จำไว้ว่านี่คือลำดับการ "ศึกษา" ไม่ใช่คำแนะนำให้ลงเงิน
เทียบกันสั้น ๆ
- ความเข้าใจง่าย: 1X2 และคู่คี่
- ต้องอ่านเส้นละเอียด: แฮนดิแคปและสูงต่ำ
- ความเสี่ยงต่อบิลสูง: สเต็ป
- ควบคุมอารมณ์ยากที่สุด: บอลสด
ตรวจกติกาทุกครั้งก่อนเชื่อ "ตัวอย่าง" ในบทความ
ตัวอย่างและตัวเลขในเว็บนี้ใช้เพื่อประกอบคำอธิบาย ไม่ใช่กติกาของผู้ให้บริการรายใด การคิดผลจริง การนับต่อเวลา การคืนเงินเมื่อเกมถูกเลื่อน และเพดานจ่ายต่อบิล ล้วนขึ้นกับข้อกำหนดของแต่ละระบบ ถ้าคุณอ่านแล้วไม่เข้าใจกติกาข้อใด นั่นคือสัญญาณให้หยุด ไม่ใช่สัญญาณให้เสี่ยงต่อ
คำถามที่พบบ่อย
แทงบอลสูงต่ำคืออะไร
คือการทายว่าประตูรวมของทั้งสองทีมจะมากกว่า (สูง) หรือน้อยกว่า (ต่ำ) เส้นที่ผู้ให้บริการกำหนด เช่น 2.5 ลูก โดยไม่เกี่ยวกับว่าใครเป็นฝ่ายชนะ
แทงบอล 1x2 คืออะไร
1 คือเจ้าบ้านชนะ X คือเสมอ และ 2 คือทีมเยือนชนะ นับผลที่ 90 นาทีตามปกติ ไม่มีแต้มต่อ อัตราจ่ายแสดงเป็นเลขทศนิยม เช่น 2.10
แทงบอลคู่คี่คืออะไร
คือการทายว่าประตูรวมในเกมจะเป็นเลขคู่หรือเลขคี่ โดยนับ 0 ประตูเป็นเลขคู่ เป็นตลาดที่แทบไม่เกี่ยวกับการวิเคราะห์ทีม
แทงบอลสดคืออะไร
คือการวางเดิมพันระหว่างเกมที่กำลังแข่ง ราคาจะเปลี่ยนตามสถานการณ์ จึงต้องตัดสินใจเร็วและเสี่ยงเสียการควบคุมตัวเองมากกว่า
แทงบอลแบบไหนเสี่ยงน้อยที่สุด
ไม่มีแบบใดที่ไม่มีความเสี่ยง การแทงเดี่ยวมีความเสี่ยงต่อบิลต่ำกว่าสเต็ป แต่ค่าน้ำที่ฝ่ายรับแทงเก็บไว้ยังอยู่ทุกบิล ผู้เล่นจึงมีโอกาสขาดทุนสะสมได้ทุกแบบ
